กำเนิดสายพันธุ์ลุยสายโหดที่เกิดขึ้นจากการปฏิเสธและกรอบแนวคิดดั้งเดิม
ในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกนั้น มักจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการก่อตั้งและพัฒนาสายการผลิต โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อตั้งเครือเคมีภัณฑ์ชั้นนำอย่าง เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์
จนกลายเป็นที่มาของยานยนต์ออฟโรดดีไซน์ดุดันนามว่า Ineos Grenadier ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามสถานที่นัดพบและพูดคุยโปรเจกต์ในกรุงลอนดอน ยานยนต์ยุคใหม่ แต่เป็นการสร้างเครื่องมือที่พร้อมสำหรับการทำงานหนักในทุกสภาพภูมิประเทศ
บทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของโครงสร้างเหล็กชุบและเพลาขับแบบแข็ง
การนำตัวรถเข้าสู่พื้นที่ทดสอบที่โหดที่สุดในโลกจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ บนเส้นทางออฟโรดระดับตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำลายช่วงล่างของรถยนต์มานักต่อนัก และผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ทางวิศวกรรมที่ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใดๆ
องค์ประกอบที่ทำให้ยานยนต์คันนี้โดดเด่นเหนือกว่ารถอเนกประสงค์ทั่วไปประกอบด้วย ดั่งโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนของการใช้งาน
- ระบบต้นกำลังมาตรฐานสากล: การเลือกใช้เครื่องยนต์ขนาดสามจุดศูนย์ลิตรหกสูบแถวเรียงพร้อมระบบเทอร์โบชาร์จจากค่ายบีเอ็มดับเบิลยู
- สถาปัตยกรรมตัวถังและระบบช่วงล่าง: การใช้โครงแชสซีแบบเฟรมบันไดที่ทนทานต่อแรงบิดตัวของตัวถังในเส้นทางขรุขระ
- กันชนแบบโมดูลาร์และการดูแลรักษา: การลดการพึ่งพาระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนในส่วนงานควบคุมการขับเคลื่อนหลัก
การประเมินผลการขับขี่ในสถานการณ์จริงและสองทางเลือกที่ตอบโจทย์
จากการทดสอบไต่ระดับความชันบนพื้นผิวสัมผัสที่มีความเอียงเกือบสามสิบองศา สะท้อนให้เห็นถึงความแน่นหนาของการประกอบภายในโรงงานที่ได้มาตรฐานสูง
ทั้งนี้รถยนต์รุ่นดังกล่าวได้รับการเผยโฉมออกมาสองรูปแบบหลักเพื่อการใช้งานที่แตกต่าง ซึ่งผู้ใช้งานจำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมในการเดินทางของตนเองเป็นหลักในการเลือกซื้อ
การออกแบบภายในห้องโดยสารที่เน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าแฟชั่น
สถาปัตยกรรมการจัดวางปุ่มกดถูกกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งเหนือศีรษะคล้ายห้องนักบิน นอกจากนี้พื้นผิวภายในยังได้รับการติดตั้งจุกระบายน้ำเพื่อความสะดวกในการฉีดล้างทำความสะอาด
และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดชุมชนผู้ใช้งานที่เหนียวแน่นและขยายตัวอย่างรวดเร็วในตลาดโลกในปัจจุบัน